เป็นพื้นที่ให้องค์กรชุมชนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นสะท้อนปัญหา และเสนอแนะความต้องการแนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

3ปี “สภาพัฒนาการเมือง” กับคำถามท้าทาย “จะอยู่หรือไปต่อ?

เขียนโดย อมราวดี อ่องลา:วันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2011

ศูนย์ข่าวสารนโยบายสาธารณะ โดยสำนักงานข่าวอิสรา


การเมืองภาคพลเมืองถูกคาดหวังให้เป็นฐานพัฒนาการเมืองประเทศ โดยมี “สภาพัฒนาการเมือง” ถือกำเนิดตามรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรอิสระขับเคลื่อน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า 3 ปีที่ผ่านไปเกิดรูปธรรมอะไร และอิสระจริงหรือภายใต้สถาบันพระปกเกล้า โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนพาไปสะท้อนนานาทัศนะ….

ย้อนไป 23 มกราคม 2551 ประเทศไทยคลอดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) สภาพัฒนาการเมือง ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง และมีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อทำหน้าที่พัฒนาส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

องค์กรอิสระน้องใหม่ในนาม “สภาพัฒนาการเมือง” จึงถือกำเนิดขึ้นโดยมีองค์ประกอบจากภาคส่วนต่างๆ122 คน โดยให้สำนักงานสภาฯ เป็น หน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ รวมทั้งเป็นหน่วยธุรการและวิชาการ ภายใต้การควบคุมดูแลของประธานสภาฯ

ทั้งยังกำหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองขึ้น ใน สถาบันพระปกเกล้า เพื่อช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการการรวมกลุ่มประชาชนในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถ แสดงความคิดเห็นความต้องการของชุมชนในพื้นที่ด้วย

จากก้าวแรก ผ่านห้วงเวลาหัดเดิน ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญทั้งจัดทำแผนพัฒนาการเมือง ซึ่งวันนี้อยู่ระหว่างการติดตามสอดส่องให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องนำสู่การ ปฏิบัติ การทำงานเชิงพื้นที่ภายใต้โครงการขับเคลื่อนประชาธิปไตยชุมชน การสนับสนุนกองทุนเพื่อพัฒนาการเมืองจากระดับรากหญ้า และอื่นๆ

ถึงเวลาทบทวน “สภาพัฒนาการเมือง” ควรไปหรืออยู่

วันนี้ สภาพัฒนาการเมือง หรือ สพม. เดินทางมาครบ 3 ปี ซึ่งตามบทเฉพาะกาลใน พ.ร.บ.นี้ระบุไว้ในมาตรา 41 เมื่อครบกำหนด 3 ปี ให้พิจารณาทบทวนว่าสมควรยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้มีการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองเป็นการเฉพาะหรือสมควรแก้ไขเพิ่มเติม ในประเด็นอื่นหรือไม่

โดยเบื้องต้น สพม.ได้ตั้งคณะทำงานมี สน รูปสูง รองประธาน สพม.คนที่ 1 เป็นประธานคณะทำงานฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ ล่าสุดเห็นเค้าโครงจากภาคตะวันออกและอีสานบ้างแล้ว

ลุงสน ชี้แจงว่าการทบทวนครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ กฎหมาย เป็นเรื่องการพิจารณาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างองค์กร วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ องค์ประกอบของสมาชิก และที่สำคัญคือตัวสำนักงานว่าควรอยู่หรือไปจากสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงประเด็นกองทุนพัฒนาการเมืองฯ ด้วย

“คือตัวสำนักงานฯ-กองทุนตอนนี้อยู่ในพระปกเกล้า ประเด็นนี้จึงมีการถกเถียงกันค่อนข้างมาก มีความเห็นแตกเป็น 2 ส่วน ส่วนใหญ่ก็อยากออกมาเป็นอิสระ มีส่วนน้อยมากที่อยากอยู่ต่อ เพราะยังไม่มั่นใจจึงอยากอยู่กับพระปกเกล้าฯไปก่อน”

ซึ่งหากมองถึงเจตนารมณ์เริ่มแรกแห่งรัฐธรรมนูญ ก่อนมีการประกาศเป็น พ.ร.บ. “สภาพัฒนาการเมือง”ในความหมายที่ทุกคนเข้าใจ จะพ่วงท้ายด้วยคำว่า “องค์กรอิสระ” เสมอ

ประเด็นนี้ รองประธาน สพม. ย้อนความว่าตามที่เข้าใจการเกิดใหม่ขององค์กรในระยะนั้น เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจ มีผลต่อการจ่ายงบประมาณซึ่งไม่เพียงพอหากจะตั้งเป็นองค์กรใหม่ จึงจำเป็นต้องอิงแอบกับที่ใดที่หนึ่ง เหมือนช่วงแรกของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ต้องอาศัยสำนักงาน เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเวลากว่า 2 ปี

ดังนั้น พ.ร.บ. เดิมที่ประชาชนเป็นผู้ยกร่าง จึงถูกแปรญัติติกระทั่งมีรูปร่างหน้าตาดังที่เห็น...การเตรียมปรับโฉมครั้ง ใหม่ จึงเห็นแนวโน้มความต้องการให้กลับไปยึดเจตนารมณ์ฉบับประชาชนอีกครั้ง

ปรับโครงสร้างสมาชิกให้เป็นเอกภาพ-สมส่วน

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือ จำนวนสมาชิก 122 คนมากไปหรือไม่ อีกทั้งในจำนวนนี้ยังเป็นสัดส่วนที่มาจากสภาองค์กรชุมชนถึง 76 คน (มากกว่าครึ่งของสภาฯ) ซึ่ง ลุงสน บอกว่าในแง่การทำงานส่วนของตัว แทนชาวบ้านก็มีทั้งข้อดีข้ออ่อน ข้อดีคือคนกลุ่มนี้เป็นตัวแทนจากพื้นที่ ที่เข้าใจบทเรียน ประสบการณ์ มีจุดยืนอยู่กับชุมชนจริง ไม่มีปัญหาในการเชื่อมโยงกับข้างล่าง และสัดส่วนเพียงจังหวัดละ 1 คนก็ไม่ได้มีการท้วงติงใดๆ มีเพียงนิดหน่อยที่เสนอว่าให้กำหนดเกณฑ์ที่มาของสมาชิกเสียใหม่

“เพราะทั้ง 76 คนไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นเนื้อแท้ จำนวนหนึ่งมีปัญหาในการปรับตัว ความไม่เอกภาพจึงเป็นปัญหาในการกำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาข้างล่างให้เข้มแข็ง” ลุงสน ชี้ให้เห็นภาพ และว่า

จากเสียงสะท้อนที่ควรปรับน่าจะเป็นสัดส่วนภาคประชาสังคมที่เดิมมีเพียง 16 คนให้มากขึ้น ด้วยเห็นว่าจะเป็นกลไกเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ และการปรับลดหรือยุบในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิโดยตำแหน่ง ซึ่งชื่อก็บอกว่าโดยตำแหน่ง ภาระงานก็คงมากจึงไม่มีเวลาร่วมประชุม จึงไม่ได้เห็นบทบาทที่ประชาชนคาดหวังเท่าไรนัก

ปลดแอกจาก “สถาบันพระปกเกล้า” ตัดวงจรงบงูกินหาง

ขณะที่ พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ให้ความเห็นว่า สถาบัน พระปกเกล้าอยู่ภายใต้รัฐสภา ทำให้ สพม.เองก็ไม่มีอิสระทางการเมืองด้วย ผิดเจตนารมณ์การก่อตั้งอยู่แล้ว โดยความเห็นส่วนตัว การผูกติดแบบนี้เป็นอุปสรรคหลายเรื่องโดยเฉพาะงบประมาณที่ต้องขอภายใต้ สถาบันพระปกเกล้าเช่นกัน

แต่ที่พูดเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีงบแล้วทำงานไม่ได้ แต่ทำงานลำบาก นี่เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ ปัญหาแบบนี้เหมือนงูกินหาง คือทางสำนักงบไม่เห็นผลงาน ขณะที่ผลงานเกิดไม่ได้เมื่อไม่มีงบ...

พท.กมลพรรณ เล่าว่า สพม.เองยังมีปัญหาในการบริหารจัดการงบประมาณภายในที่ไม่ทั่วถึง บางจังหวัดควรให้มากกลับได้น้อย เพราะวิธีการจัดสรรจะให้เป็นรายภาค ไม่ได้แบ่งตามเนื้องานที่ควรเป็น เรื่องกองทุนฯก็เหมือนกัน บางครั้งซ้ำซ้อนกับกองทุนอื่น การคัดเลือกคนเข้ารับก็มีปัญหา

และที่เห็นสอดคล้องคือองค์ประกอบสมาชิกซึ่งเป็นอุปสรรค เพราะที่มาหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นนักปฏิบัติเชิงพื้นที่ แต่ยังขาดความรู้ทางวิชาการ บางส่วนไม่ได้ทำงาน มาประชุมรับเบี้ยเลี้ยงแล้วเดินทางกลับ ซึ่งน่าจะมีวิธีแก้ปัญหาได้ด้วยการเพิ่มที่ปรึกษาทางวิชาการสำหรับสมาชิก ซึ่งบางส่วนคัดค้านว่ามีอยู่แล้วในฐานะสมาชิกโดยตำแหน่ง แต่คำถามคือเขาว่างมาช่วยเราหรือ??

“เราเห็นเสียงสะท้อนที่น่าสนใจบอกถ้าปรับเรื่องสมาชิกไม่ต้องให้เป็น มาจากสภาองค์กรชุมชนได้ไหม นี่แหล่ะถูกต้องเลย จริงๆควรเป็นตัวแทนที่มาจากชุมชนที่ทำงาน เพราะปัญหาคือบางทีสภาองค์กรชุมชนก็แค่อุปโลกน์ขึ้นมา”

ส่วนสัดส่วนไม่ได้กังวล ด้วยเหตุผลว่า 122 คน เป็นตัวแทนชาวบ้าน 76 คน จังหวัดละ 1 คน น่าจะเหมาะสมเพราะขอบเขตพื้นที่การดูแลกว้าง แต่หากข้อเสนอระบุว่าเห็นควรปรับลดจริง ในแง่คนทำงานก็คงไม่ยอมแน่ คิดง่ายๆแค่โหวตในสภาฯก็ไม่ทางชนะแล้ว เพราะมีกัน 76 เสียง เกินครึ่ง!!

แนะคัดเลือกคนให้ตรงงาน ไม่เกี่ยวสภาองค์กรชุมชน

ศรายุทธ อินทะไชย์ สมาชิก สพม.จ.ร้อยเอ็ด ในฐานะตัวแทน จากพื้นที่ ชี้แจงเสียงดังฟังชัดว่าการคัดเลือกสมาชิกที่มาจากสภาองค์กรชุมชน เดิมทีกำหนดขึ้นโดยที่ตัวคนทำงานเองก็ไม่เห็นเนื้องาน ผ่านไปสักระยะจึงเห็นว่าการพัฒนาการเมืองเป็นเรื่องระดับชาติที่ต้องอาศัย สมาชิกที่มีความพร้อมหลายด้าน

“งานใหญ่” สำหรับคนที่มาจากหลากหลาย มีองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ประสบการณ์ แต่ขาดทักษะทางการประสาน การทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่น หากเกาให้ถูกที่คันต้องไม่ใช่การเปลี่ยนวิธีคัดเลือกหรือ “ทิ้ง”สภาองค์กรชุมชน เพราะสภาองค์กรชุมชนก็มาจากชุมชน หมู่บ้าน ตำบล ซึ่งคือศูนย์รวมพื้นที่อยู่แล้ว

เพียงแต่ “หาคนให้ใช่กับงาน” แบบนี้ อาจง่ายกว่า??

ศรายุทธ ยังว่าสำหรับการทบทวนมาตรา 41 ครั้งนี้ หลักการคือต้องการให้มีความเป็นอิสระ ซึ่งเห็นด้วยว่าในแง่โครงสร้างคงต้องกำหนดให้ชัดเจน แต่โดยหลักการทำงานคงต้องร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าอยู่ เนื่องจากยังมีงานที่มีส่วนเชื่อมร้อย โดยเฉพาะวิชาการที่ต้องอาศัยข้อมูลจากสถาบันฯ อีกมาก

“โครงสร้างในที่นี้คือตัวสำนักงาน จะทำอะไรต้องรอคำตัดสินจากบางท่าน ไม่คล่องตัว ไม่ทันสถานการณ์และงบประมาณที่ควรบริหารจัดการเองได้แล้ว เพราะการพัฒนาการเมืองเป็นเป้าหมายใหญ่ งบที่ได้ควรสมดุล แต่ปัจจุบันได้แค่นิดเดียว ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายที่วางไว้” ศรายุทธ ทิ้งท้าย

………………………………………..

ข้อคิดเห็นทั้งหมดจะมีการรวบรวมและนำไปปรับปรุงเพื่อยกร่างกฎหมายตามกรอบ ที่วางไว้ ขั้นตอนสุดท้ายคือนำเข้าสภาผู้แทนราษฎร ต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ระหว่างนี้งานที่ทำอยู่เดิมก็คงดำเนินต่อไป

แต่สิ่งที่สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองกล่าวเป็นเสียงเดียวกันคือระยะเวลา 3 ปีมานี้ กว่าจะทำให้เป้าหมาย ทิศทางของสภาฯชัดเจน กว่าจะเรียนรู้บทบาทหน้าที่และเข้าใจตรงกันต้องใช้เวลามาก เมื่อบทบัญญัติกำหนดว่าเมื่ออยู่ครบ 4 ปี ทั้งหมดจะต้องถอยหลังแบบสมัครใจ เพื่อให้ชุดใหม่ทำหน้าที่แทน อาจต้องเริ่มเรียนรู้กันใหม่อีก นั่นคือปัญหาที่คนภายในห่วง

และที่ห่วงมากกว่านั้นคือต่างคนต่างไม่มั่นใจว่าสถานการณ์ข้างหน้าของกฎหมาย “สภาพัฒนาการเมือง” ฉบับผ่านการทบทวนจะเป็นอย่างไร จังหวะคลอดซ้ำจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะตัวแปรจากการเมืองระดับใหญ่มากมายเหลือเกิน.

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

การมีส่วนร่วมของชุมชนในยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ

๒๒ - ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕ เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการการมีส่วนร่วมของชุมชนในยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว ถนนบรมราชชนนี กรุงเทพฯ เพื่อระดมความคิดเห็น การเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ของหน่วยงานภารัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรชุมชน และภาคประชาชน ตั้งแต่ในภาวะปกติ รวมถึงพร้อมที่จะป้องกัน บรรเทา และระงับสาธารณะภัย ภัยความมั่นคง และสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นภัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ภัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยมีการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากร การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันคนและชุมชนในการบริหารจัดการภัย การจัดทำรองรับของหน่วยงานภาครัฐ และท้องถิ่น

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ภาคประชาชน มีตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบล และองค์กรชุมชนจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เข้าร่วมนับ ๑๐๐ คน ในเวทีมีการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับบทบาทชุมชนท้องถิ่นในการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณภัยและด้านความมั่นคง รวมถึงข้อเสนอของชุมชนท้องถิ่น ในการเตรียมความพร้อมของสังคม ในระยะเวลา ๓ วันนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

ทบทวนกลไก ยุทธศาตร์ เครือข่ายแรงงานนอกระบบพึ่งตนเอง จังหวัดเชียงราย

เริ่มเช้าวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ ณ ร้านอาหารภูแล คณะกรรมการเครือข่ายแรงงานนอกระบบพึ่งตนเอง จังหวัดเชียงราย ได้จัดประชุมทบทวนคณะกรรมการเครือข่ายฯ เนื่องจากครบวาระ ๒ ปี และทบทวนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเครือข่ายฯ ให้มีพลังและความเข็มแข็งเพิ่มมากขึ้น จากที่ประชุมได้ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์หลัก ๖ เรื่อง ดังต่อไปนี้
๑) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสมาชิกและเครือข่าย
๒) การพัฒนาสมาชิก/การขยายกลุ่มองค์กรสมาชิก
๓) การพัฒนาศักยภาพแกนนำ (หลักการ แนวคิด วิทยากรกระบวนการ)
๔) การพัฒนาสื่อ /เครื่องมือ เพื่อการจัดตั้ง/ขยายสมาชิก
๕) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และระบบภาษี
๖) การพัฒนาธรรมนูญเครือข่ายฯ


ส่วนกรรมการเครือข่ายฯ ได้มีมติรับรองคณะทำงานดังต่อไปนี้

๑) นางพรรัตน์ เสนา ประธาน
๒)นางวิไล นาไพวรรณ์ รองประธาน
๓) นางสาวอัญชลี อินต๊ะวงค์ เลขานุการ
๔) นางอำไพวรรณ ปัญญาชัย บัญชี
๕) นางสาวศิรินภา ชัยวงค์ บัญชี/ประสาน อ.แม่จัน
๖) นางลำไพ สารมณี ลำไพ/ประสาน อ.เวียงชัย
๗) นางบูโผ เขียวแล กรรมการ
๘) นางบุตร ธนาคำ กรรมการ
๙) นางเอกวุฒิ ใหญ่วงค์ กรรมการ
๑๐) นางเบญวรรณ ศิริเวชอำนวยกิจ กรรมการ
๑๑) นางเดือนนภา ปัญญาวงค์ ที่ปรึกษา

ตัวแทนเข้าร่วมประชุมระดับภาค/ชาติ
ตัวหลัก
๑) นางวิไล นาไพวรรณ์
๒) นางสาวศิรินภา ชัยวงค์
๓) นางพรรัตน์ เสนา
ตัวเสริม
๑) นางลำไพ สารมณี
๒) นางสาวอัญชลี อินต๊ะวงค์
๓) นางอำไพวรรณ ปัญญาชัย

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

ภาคประชาชนตื่นตัว "ประชาธิปไตยชุมชน"

สมัชชามประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ประจำปี ๒๕๕๕๔ : สภาพัฒนาการเมือง
ณ ห้องวายุกักษ์ โรงแรงเซ้นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ้นเตอร์ แจ้งวัฒนะ มีสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองทั่วประเทศและตัวแทนสภาองค์กรชุมชนแต่ละจังหวัด ๗๗ จังหวัด เข้าร่วม ช่วงเช้าเป็นการนำเสนอเจตนารมณ์ของการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีนายโสภณ เพชรสว่าง ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักายกรัฐมนตรีรับมอบข้อเสนอจากผู้แทนสมัชชาฯ พร้อมแถลงแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาล ส่วนช่วงบ่ายเป็นการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรนูญว่าด้วยสิทธิชุมชน (มาตรา ๖๖, ๖๗) และร่วมแถลงเจตนรมณ์ร่วมกัน

ในเวทีได้สะท้อนให้เห็นถึงการจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องให้องค์กรภาคประชาชนเป็นองค์กรหลัก และให้ภาครัฐ เป็นองค์กรพี่เลี้ยง โดยมีการบริหารแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่อง การจัดการดิน น้ำ ป่า และที่สำคัญต้องเคารพสิทธิชุมชนท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมชุมชนที่เป็นอยู่ในแต่ละภาค อาจมีรูปแบบในการจัดการตนเองที่หลากหลายแตกต่างกันไป และสิ่งเดี่ยวที่ผู้แทนจากทุกภาคพูดตรงกัน คือ ต้องมีกระบวนการการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนและทุกเรื่อง

ประชาชนทั่วประเทศพร้อมแล้ว ภาครัฐพร้อมหรือยังที่จะก้าวเดินนำพาประเทศไทย สู่ประชาธิปไตยเต็มใบไปพร้อมๆ กัน เป็นเสียงหนึ่งของผู้เข้าร่วมสมัชชาฯ

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย


ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายของระบบนิเวศน์
เป็นความงดงามที่ธรรมชาติได้สร้างมา สังเกตเห็นต้นไม้ในป่าที่มีทั้งไม้สูง
ไม้ต่ำ กล้วยไม้ ใบเฟิรน มอส เห็ด ฯลฯ แต่ละต้นทำหน้าที่ของตนเองได้
อย่างดี และมีประสิทธิภาพ มีความเคารพกันตามธรรมชาติ

..............
การดำรงวิถีชีวิตของชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองของแต่ละท้องถิ่น/ประเทศ
มีอยู่แบบดั้งเดิม การดำรงอยู่และหากินในตามสภาพธรรมชาติ นับเป็นร้อยปีพันปีหมื่นปี
จวบจนเมื่อมีการกำหนดขอบเขตสังคมประเทศที่ชัดเจน มีขอบเขตของรัฐ
การปกครองที่มีกฏหมาย เมื่อราวห้าหกสิบกว่าปีมานี้เอง

เมื่อการปกครองแบบรัฐเข้ามามีการกำหนดพระราชบัญญัติ และการกำหนดกลุ่มสภา
ในหลายรูปแบบโดยเฉพาะในประเทศไทยมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ที่กำหนดนโยบายการพัฒนาทิศทางใหญ่ของประเทศ หลังจากนั้นมีการจัดตั้ง
สภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน เป็นต้น

การพัฒนาสังคมตามโครงสร้างมหภาค มีความจำเป็นที่จะต้องก่อตั้งงาน
ในทุกรูปแบบเป็นระบบเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)
ร่วมกับภาคีองค์กรพัฒนาเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนากับชนเผ่า
จึงเห็นความจำเป็นที่จะจัดตั้ง สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย(Council
of Indigenous People in Thailand) เพื่อเป็นกลไกในการกำหนดนโยบาย
การพัฒนาสังคมที่มีชนชาติพันธุ์ และชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ร่วมกัน
การสร้างความเข้มแข็งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการสร้างความเข้าใจที่ดี
ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มใหญ่ในสังคม รวมถึงการนำงบประมาณ
มาให้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัมนาชนชาติพันธุ์ในสังคม

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ สังคมที่จะมั่นคงได้ ต้องดำรงอยู่ด้วยความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางองค์ความรู้ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ความหลากหลายทางวัยวุฒิประสบการณ์ของผู้คน และอุดมไปด้วยการศึกษา
ที่ตอบสนองต่อความต้องการ และความจำเป็นของคนในสังคม
การมีอยู่ของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย หรือที่จะใช้ชื่อว่าสภาชนเผ่าพื้นเมือง
และชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย จะเป็นกลไกในการรับรองสถานภาพ
และรับรองให้สังคมนานาชาติเห็นความสำคัญของชาติพันธุ์ในสังคม
ซึ่งต้องมีการตระเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจ
มีวิสัยทัศน์ที่พร้อมในการเข้าสู่การเตรียมการ และเข้าสู่กลไกดังกล่าวในอนาคต

ประเด็นหนึ่งที่ที่ประชุมได้พิจารณาร่วมกันคือ การต่อตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
โดยมีอัตลักษณ์ความเป็นชนเผ่าพื้นเมือง มีความเป็นชนชาติพันธุ์
มีจิตวิญญาณของความเป็นชนชาติพันธุ์ในสภา ฯ ที่ต้องกลับมาพิจารณา
อย่างละเอียดอีกครั้งในวาระต่อไป

การประชุมเพื่อการก่อตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยยังคงต้องมีอีกหลายครั้ง
ด้วยความมุ่งมั่นของผู้มีจิตอาสาทั้งจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
และผู้ที่มีประสบการณ์ในสังคม เพื่อยกร่างสภา ฯ คาดว่าจะต้องเสร็จสิ้น
ร่างแรกในเดือนกรกฎาคม 2555 และนำมาเสนอเพื่อพิจารณาในเดือนสิงหาคม 2555
ที่มีการจัดมหกรรมชนชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยที่กรุงเทพ ฯ
และมันไม่นานเกินรอ.....
........

จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนาสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
จากแนวคิดสู่รูปธรรมที่สร้างสรรค์
ระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคม 2555 ที่โรงแรมวินเพลส จ.เชียงใหม่


ข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/konklaifa