เป็นพื้นที่ให้องค์กรชุมชนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นสะท้อนปัญหา และเสนอแนะความต้องการแนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สภาองค์กรชุมชนตำบลปอ

ตำบลปอ มีลักษณะเป็นภูเขาสูงเป็นส่วนใหญ่ มีที่ราบระหว่างเชิงเขาเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยระหว่างเทือกเขาดอยยาว ดอยผาหม่นอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๑,๖๓๕ เมตร พื้นที่ป่าบางส่วนยังมีความอุดมสมบูรณ์ตามบริเวณแนวชายแดนที่ติดกับสาธารณะรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว มีสัตว์ป่าหลายชนิด บางส่วนถูกบุกรุกเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ข้าวโพด หอมหัวใหญ่ ผักเมืองหนาวและไม้ผล ลำไย ส้ม ส้มโอ แต่ปัจจุบันเกษตรกร หันมาปลูกยางพารามากขึ้น และเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะดอยผาตั้งซึ่งเป็นหมู่บ้านของผู้อพยพทหารจีนคณะชาติกองพลที่ ๙๓ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิโครงการหลวง หน่วยงานทหาร และองค์การบริหารส่วนตำบลปอ มีระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงราย ๑๖๔ กิโลเมตร ประชากรทั้งสิ้น จำนวน ๔,๓๖๗ หลังคาเรือน ๑๕,๖๗๔ คน ชาย ๘,๒๒๖ คน หญิง ๗,๗๔๘ คน มีชนเผ่าที่หลากหลาย อาทิเช่น ไทลื้อ อาข่า จีนคณะชาติ ม้ง และคนพื้นเมือง

ที่ผ่านมามีกระบวนการทำงานพัฒนามาอย่างต่อเนื่องของเครือข่ายชมรมม้ง ๕ จังหวัดภาคเหนือ ตอนบน ต่อมาได้จัดตั้งเป็นเครือข่ายในระดับพื้นที่ คือ เครือข่ายเกษตรดอยยาว- ดอยผาหม่นขึ้นโดยมีสมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายทรัพยากรที่ดินจังหวัดเชียงรายให้การหนุนเสริม เครือข่ายมีพื้นที่ครอบคลุม ตำบล อำเภอ คือ ต.ปอ อ.เวียงแก่น ต.ตับเต่า อ.เทิง และ ต.ยางฮอม อ.ขุนตาล มีการขับเคลื่อนงานในประเด็นการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ส่วนประเด็นอื่น ๆ ก็มีการทำงานแบบควบคู่กันไป เช่น ประเด็นทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวฯ ศูนย์เรียนรู้ทางวัฒนธรรม ชนเผ่าม้ง ฯลฯ

สภาองค์กรชุมชนตำบลปอ จัดตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ โดยมีหมู่บ้านเข้าร่วมในการจัดตั้งสภาฯ จำนวน หมู่บ้านจาก ๒๐ หมู่บ้าน มีองค์กรชุมชนจำนวน ๒๙ กลุ่ม โดยประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าม้ง ส่วนคนพื้นเมืองยังไม่เข้าร่วมในการจัดตั้งสภาฯ และต่อมาได้มีการจัดแจ้งกลุ่มเพิ่มอีกจำนวน ๕ กลุ่ม รวมเป็น ๓๔ กลุ่ม โดยมียุทธศาสตร์การทำงาน ๗ เรื่อง โดยเน้นยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นประเด็นหลัก




วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เชียงรายมหานคร จังหวัดจัดการตนเอง


คำ ว่า "จัดการตนเอง" เิป็นวาทะหนึ่งของกระแสสังคมในปัจจุบัน ทำให้มีความเข้าใจแตกต่างกันไป บ้างก็ว่า เป็นการแบ่งแยกดินแดน เป็นรัฐอิสระเพื่อปกครองตนเอง และเป็นกระบวนการขับเคลื่อนที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

คำตอบ ก็คือ เป็นการขับเคลื่อนภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๒๘๑ มาตรา ๗๘(๓) มาตรา ๑๖๓ เป็นกระบวนการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารประเทศ ให้มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง จึงเป็นกระบวนการที่ต้องการความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนเชียงราย ทุกคน ทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมกัน
มีเป้าหมาย เพื่อ
๑) ตั้งปณิฐานที่จะพึ่งตนเอง
๒) มีความรักเชียงรายเป็นพื้นฐาน
๓) มีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา
๔) ร่วมขับเคลื่อนโดยพลังภาคพลเมือง
๕) เคารพในความหลากหลายทางความคิดและชาติพันธุ์

จังหวัดเชียงราย จึงเป็นจังหวัดหนึ่ง ใน ๔๕ จังหวัดของประเทศไทย ที่มีการรวมตัวกันของหน่วยงาน องค์กร เครือข่ายฯ ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง อาทิเช่น สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน จังหวัดเชียงราย เครือข่ายหมอเมือง สมัชชาสุขภาพจังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย สื่อมวลชน วิทยาลัยนานาชาติลุ่มน้ำโยง สมาคมพัฒนาประชากร PDA มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม กศน.อำเภอเทิง เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย โรงเรียนวิรุณบริหารธุรกิจ ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเชียงราย ศูนย์ประสานงานภาคประชาสังคม สภาพัฒนาการเมือง สำนักข่าวพลเมืองอภิวัฒน์ มูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตภูเขา เครือข่ายผู้เสียโอกาศกลุ่มชา่ติพันธุ์ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปและคนจนเมือง ฯลฯ ทุกกลุ่ม เครือข่าย องค์กร ต่าง ๆ ล้วนแต่มีความห่วงใยความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ จังหวัดเชียงราย
ซึ่งเดิมประวัติศาสตร์เมืองเจียงฮาย ถือว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยมาช้านาน ตามตำนาน "เวียงปึกษา"

จากการขับเคลื่อนมาเกือบปี เชียงรายมหานคร จังหวัดจัดการตนเอง มีิทิศทางแผนงานร่วมกัน "สภาคนฮักเจียงฮาย) ดังต่อไปนี้
๑) จัดประชุมคณะทำงานที่มาจากองค์กรต่าง ๆ ทุกเดือน
๒) จัดเวทีแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ประเมินการขับเคลื่อน
๓) ศึกษาข้อมูลศักยภาพ ภาพรวม/วิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล
๔) ยกร่าง พรบ. การบริหารราชการท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย
๕) ประสาน ภาคีเครือข่าย หน่วยงานทุกภาคส่วน
๖) พัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์
๗) พัฒนาพื้นที่รูปธรรมนำการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม สภาคนฮักเจียงฮาย หรือเชียงรายมหานคร จังหวัดจัดการตนเอง เป็นเพียงจุดเริ่มต้น จะสามารถขับเคลื่อนให้เป็นจริงได้หรือไม่ คงขึ้นอยู่กับคนเชียงรายทุกคนที่จะเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนต่อไป

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เร่งสร้างนักสื่อสารชุมชน โดยเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย



เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา นักสื่อสารชุมชนจากสภาองค์กรกชุมชนตำบล ๑๘ แห่ง ในจังหวัดเชียงรายได้ฝึกอบรมการพัฒนาเว็บไซต์สภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้ิน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารกันภายในจังหวัดและภายนอกเครือข่ายได้ติดตามสถานการณ์กัน ตลอดจนการเผยแพร่กิจกรรมดีดี จากชุมชนท้องถิ่นที่ร่วมสร้างความเข้มเข็งจากฐานล่าง ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ก็เป็นพลังหนึ่งที่ช่วยสร้างสังคมประชาธิปไตยชุมชนที่แท้จริงโดยไม่ได้แบ่งฝ่าย เพราะทุกคนคือพี่น้องกัน


ผลงานจะออกมาสวยงามขนาดไหนสามารถติดตามได้ ตามเว็บลิงค์ตาม Manu bar ด้านข้างค่ะ ซึ่งเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงรายก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีนักสื่อสารกระจายอยู่ทุกตำบลเพื่อรายงานข่าวจากชุมชน

ข้อเสนอประชาชนกับนักการเมืองหลังการเลือกตั้ง

หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ความหวังของคนจนผู้เดือดร้อนยังรอคอยการช่วยเหลือผลักดัน ตลอดจนกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความสำคัญความทุกข์ยากของพวกเขาบ้าง
ซึ่งกระบวนการแก้ไขปัญาขององค์กรชุมชน เครือข่ายต่าง ๆ ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการมาแล้วระดับหนึ่ง เช่น การรวมตัวกันเพื่อ จัดเก็บรวบรวมข้อมูลปัญหาความเดือดร้อน ในประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สิน ของพี่น้องเกษตรกรเชียงราย ปัญหาความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ในการประกอบอาชีพเพื่อการดำรงชีพ ปัญหาสวัสดิการที่ทำให้คุณภาพชีวิตได้อยู่ดีมีสุข องค์กรชุมชนยังมีการพัฒนาคณะทำงานของตนเองให้มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร ทั้งการจัดทำแผ่นพับ เว็บไซต์ หนังสือเล่มเล็ก รวมถึงการผลิตสื่อโทรทัศน์ การประสานงานหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง เพื่อเชื่อมร้อยแนวทางการทำงานร่วมกันสู่เป้าหมายเดียวกัน คือแก้ไขปัญหาความยากจนทุกมิติ รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนให้เกิดการยอมรับจากทุกภาคส่วน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการแก้ไขปัญหาของชุมชนเอง ซึ่งคนในชุมชนย่อมรู้จริงกว่าใคร ๆ
ณ วันนี้ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นองค์กรชุมชนฐานราก ฐานล่างสุดของชุมชนที่มาจากตัวแทนของกลุ่มองค์กรในระดับหมู่บ้านและตำบล ได้รวบรวมปัญหา และความต้องการของชาวบ้าน ผ่านการกลั่นกรองหลายเวที จนได้ข้อเสนอต่อตนเอง ข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อเสนอระดับโยบาย จึงได้จัดเวทีผนึกพลังภาคีความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยชุมชนสู่การปฏิรูปสังคมเชียงราย จากระดับล่างสู่บน เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ร่วมกับ สภาพัฒนาการเมือง สถาบันส่งเสริมประชาธิปไตยเพื่อการต่างประเทศ (NDI) และกลุ่มเครือข่ายปัญหาต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงราย เพื่อส่งต่อข้อเสนอให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขึ้น ตามระบอบประชาธิปไตย
การจัดงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นอย่างดี รวมถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายก็ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วม พร้อมให้ข้อคิดเห็นข้อแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งไร้เงาสมาชิกผู้แทนราษฎร แม้แต่คนเดียว ทำให้พี่น้ององค์กรชุมชนหลายเครือข่ายผิดหวังอย่างมาก แต่ก็พยายามที่จะเข้าใจในภาระกิจของท่าน หรืออาจเป็นพราะหมดโปรโมชั่นหลังการเลือกตั้ง
แต่อย่างไรก็ตาม พี่น้องเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย และพี่น้องภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงรายยังเห็นพ้องต้องกันว่า จะร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งต่อไปโดยไม่รอหน่วยงานใด ๆ พร้อมกันนี้ยังสัญญาว่า จะมีเวทีติดตามความก้าวหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามความก้าวหน้าทางนโยบายต่อไป ทุก ๆ ๓ เดือน และ ๖ เดือนสืบไป จนกว่าหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราจะให้ความสนใจและนำไปผลักดันสู่รัฐบาล

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สภาองค์กรชุมชน คือ การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย

alt สภาองค์กรชุมชน คือ การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย

พร บ.สภาองค์กรชุมชนเพิ่งมีอายุครบสามปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนหลักของสภาองค์กรชุมชนตามพรบ.ฉบับนี้รายงานว่า ปัจจุบันมีการจดแจ้ง(ภาษากฎหมาย) จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศทั้งในเขตเมืองและชนบทแล้วกว่า ๒,๕๐๐ สภา มีสมาชิกซึ่งเป็นองค์กรชุมชนมากกว่า ๕๐,๐๐๐ องค์กร

ตลอดสามปีที่ผ่านมามีคำถามต่อพรบ.ฉบับนี้จำนวนมาก ตั้งแต่คำถามพื้นฐานว่าสภาองค์กรชุมชนคืออะไร? สภานี้เป็นสภาตรวจสอบอบต.หรือเหล่า? เป็นการซ่องสุมกำลังของนายกอบต.คนต่อไปหรือเปล่า ไปจนถึงคำถามใหญ่ว่า เรามีสภาอบต./สภาอบจ./สภาเทศบาลและสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ทำไมต้องมีสภาองค์รชุมชนขึ้นมาอีก

ในภาคปฏิบัติ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้งขึ้นแล้วซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายชุมชนประเภทหนึ่ง นั้น มีบทบาทมากมายหลายด้าน สภาองค์กรชุมชนที่ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา พื้นที่ใจกลางสึนามิเมื่อหลายปีก่อนหยิบยกเอาประเด็นการขุดทรายขายสิงคโปร์ และการให้สัมปทานเหมืองแร่ในทะเล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางทะเลอย่างรุนแรงขึ้นมาเปิดเวทีสาธารณะ ให้ประชาชนทุกฝ่ายรวมทั้งบริษัทเอกชนที่จะดำเนินการและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องมาชี้แจงข้อมูล สภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลาหยิบปัญหาการระเบิดหินซึ่งส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของ ชุมชนขึ้นมาเปิดเวทีสาธารณะ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตลอดแนวชายฝั่งแม่น้ำโขงหยิบยกปัญหาน้ำโขงแห้ง ปัญหาการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำ ๑๒ เขื่อนและปํญหาการเสื่อมโทรมของแม่น้ำโขงขึ้นมาถกเถียงและยื่นข้อเสนอต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่สภาองค์กรชุมชนจำนวนมากเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำแผนชุมชน ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาของภาคประชาชนในตำบล

alt สภาองค์กรชุมชนตำบลท่าดี อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เป็นแกนกลางในการประสานงานกับเทศบาลนคร นครศรีธรรมราชเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการจัดสรรน้ำในคลองท่าดีซึ่งทั้งสอง พื้นที่ใช้น้ำจากคลองท่าดีร่วมกัน เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนชายฝั่งทะเลจ.ชุมพร ๖ สภา มีการประชุมวางแผนพัฒนาชายฝั่งร่วมกัน กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาสี่ด้านคือ การพัฒนาชุมนพึ่งตนเอง เช่นการพัฒนาสวัสดิการ ต่อต้านยาเสพติด ทำแผนชุมชน ทำธุรกิจชุมชน เป็นต้น ด้านที่สองคือการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง เช่นการจัดการมลพิษ ฟื้นฟูป่าชายเลน ด้านที่สามคือ การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการชายฝั่ง เช่น นโยบายสิทธิประมงหน้าบ้าน มาตรการจัดการเครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง เป็นต้น และด้านที่สี่คือ การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ชุมชน

สภาองค์กรชุมชน ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ได้สานก่อกิจกรรมที่ดำเนินการมาก่อนหน้านั้น โดยมีบทบาทสำคัญในการ การสร้างการเมืองภาคพลเมือง ลดความขัดแย้งทางการเมือง ในการเลือกตั้ง นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่ เฝ้าระวัง / เยาวชน ห้ามขายบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนันในงานศพ งดเหล้าเข้าพรรษา ซึ่งเป็นข้อตกลงในชุมชน จึงกลายเป็นมาตรการสังคมที่ทุกคนในตำบลต้องปฏิบัติ บวชป่า ตรวจป่า เฝ้าระวังการตัดไม้ทำลายป่า ดูแลดิน น้ำ ป่า อากาศ มี กฎระเบียบในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร กองทันสวัสดิการ ออมวันละ ๑ บาท จำนวนสมาชิก ๑,๓๐๐ คน เฝ้าระวังการใช้สารเคมีทางการเกษตรในเขตชุมชน ห้ามยาฆ่ายาหญ้าในเขต ชุมชน แต่สามารถใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมได้ สุขภาพ ออกกำลังกาย เต้นอารบิค ตรวจสารพิษตกค้างในเลือด รณรงค์สาร เคมี เชื่อมประสานกลุ่มองค์กรชุมชนในตำบล โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการดำเนิน กิจกรรมต่างๆ ภายใต้กลุ่มบ้าน วัด โรงเรียน สถานีอนามัย (บวรส.)

สภาองค์กรชุมชนนาชุมแสง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น มีกระบวนการจัดทำแผนชุมชนโดยใช้เยาวชนจากโรงเรียนกว่า๑๐๐ คน การสำรวจข้อมูลความต้องการของประชาชนกว่า๘๐๐ ครัวเรือน แล้วนำมาจัดทำแผนพัฒนาตำบลและจัดประชุมคนทั้งตำบลกว่า ๕๐๐ คนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนดังกล่าวซึ่งดำเนินงานระหว่างปี ๒๕๕๓-๒๕๕๕ ฯลฯ

รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตราสามระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อธิบายขยายความได้ว่าอำนาจของหน่วยงานของรัฐทุกประเภทมาจากการให้อำนาจของ ประชาชนเพื่อจัดการกิจการสาธารณะ อำนาจที่ว่านั้นมาจากกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ตามหลักการประชาธิปไตยที่เข้าใจกันทั่วโลกนั้น การที่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมอบอำนาจทั้งหมดให้ผู้แทน ดังที่เข้าใจกันผิดๆไม่ ประชาชนยังมีอำนาจเต็มเปี่ยมที่จะทักท้วง วิพากษ์วิจารณ์ แทรกแทรงการใช้อำนาจและแม้แต่ถอดถอนบรรดาผู้แทนในสภาทุกระดับ รวมทั้งประชาชนยังมีอำนาจโดยตรงที่จะจัดการบ้านเมืองด้วยตนเองเมื่อเห็นว่า ผู้แทนทั้งหลายไม่ทำตามเจตจำนงค์ร่วมของประชาชน เช่น การให้อำนาจประชาชนในการเสนอกฎหมาย

พรบ.สภาอองค์กรชุมชนก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ประชาชนจะใช้อำนาจโดยตรงในการจัดการประเทศ เพราะเจตนารมย์ของพรบ.สภาองค์กรชุมชนคือ “สนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ”alt

คำตอบต่อคำถามที่ว่าทำไมมีสภาต่างๆอยู่แล้วจึงต้องมีสภา องค์กรชุมชนอีกจึงชัดเจนอยู่ในเจตนารมย์ของกฏหมายดังกล่าวมาแล้ว คือสภาอบต.สภาอบจ.สภาเทศบาลนั้นเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยในทางอ้อม(ผ่านตัวแทน)ของปวงชนชาวไทย แต่สภาองอค์กรชุมชนเป็นการใช้อำนาจทางตรงของประชาชน.....แล้ว บรรดาตัวแทนที่อยู่ในสภาต่างๆและข้าราชการซึ่งใช้อำนาจตามที่ประชาชนตัวจริง มอบให้จะค่อนขอดสภาองค์กรชุมชนซึ่งเป็นสภาของตัวจริงกันไปถึงไหน

สามารถติดตามได้ที่

http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1667%3A2011-09-06-11-16-14&catid=42%3A2009-09-22-05-47-57&Itemid=65&lang=th อังคาร, 06 กันยายน 2011 18:01 อัมพร แก้วหนู

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เครือข่ายแรงงานนอกระบบ ภาคเหนือ



เครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคเหนือ ได้ร่วมผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔
ผู้จ้างงาน หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการซึ่งตกลงจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทำงานที่รับไปทำที่บ้านไม่ว่าตกลงมองงานโดยตนเองหรือโดยฝ่ายตัวแทนหรือกระทำในลักษณะผู้รับเหมาช่วงก็ตาม
ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หมายความว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งตกลงกับผู้จ้างงานเพื่อรับทำงานอันเป็นงานที่รับไปทำที่บ้าน
งานที่รับไปทำที่บ้าน หมายความว่า งานผู้จ้างงานในกิจการอุตสาหกรรมมอบให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านเพื่อนำไปผลิตหรือประกอบนอกสถานประกอบการกิจการของผู้จ้างงาน หรืองานอื่นที่กิหนดในกฎกระทรวง
วันนี้ ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ เครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคเหนือ จึงได้มีการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็น เพื่อสะท้อนปัญหาอุปสรรคการทำงานของกลุ่มอาชีพที่ผลิตเอง ขายเอง ตลอดจนเทคนิคการแก้ไขปัญหา การรับการสนับสนุนจากรัฐ มุมมองและทัศนคติต่อเรื่องความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลที่ส่งกระทบต่อการค้า ของผู้ประกอบการรายย่อย

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

สมัชชาสภาองค์กรชุมชนตำบล ระดับชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔



ผู้แทนเครือข่ายสภายื่นข้อเสนอภาคประชาชนต่อปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งเรื่องการพัฒนาแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนากิจการสภาองค์กรชุมชน มีผู้เข้าร่วมนับ ๑,๐๐๐ คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ในงานยังมีการนิทรรศการพื้นที่รูปธรรมต้นแบบ ตำบลจัดการตนเองที่แตกต่างหลากหลาย ตามบริบทของพื้นที่ ที่แสดงถึงความเข้มแข็งของชุมชน ในการจัดการและพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.