เป็นพื้นที่ให้องค์กรชุมชนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นสะท้อนปัญหา และเสนอแนะความต้องการแนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

ฅนอำนาจเจริญนับหมื่นร่วมงานวันประกาศธรรมนูญประชาชน กำหนดอนาคตชูจังหวัดจัดการตนเอง


รายงานโดย บรรพต ศรีจันทร์นิตย์

ประชาชนฅนอำนาจเจริญ กว่า ๑๐,๐๐๐ คนตื่นตัว แห่ไปร่วมงานวันประกาศ “ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ฉบับที่ ๑” สร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข


วันนี้ (๑๓ ก.พ.) เริ่มพิธีตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น. ประชาชนฅนอำนาจเจริญ นับหมื่นคนจาก ๗ อำเภอ ๖๓ ตำบล แห่ร่วมงานวันประกาศใช้ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ จนแน่นสนามหน้าศาลากลางจังหวัดโดยเริ่มขบวนแห่ธงทิว และธรรมนูญ จากสนามหน้าพระมงคลมิ่งเมือง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองไปตามถนนชยางกูรเข้าสู่สนามหน้าศาลากลางจังหวัด ริ้วขบวนยาวเหยียดไปตามถนน

โดยมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานหลายฝ่ายด้วยกัน ทั้ง ตัวแทน ตัวแทนจาก ประธานสภาพัฒนาทางการเมือง (สพม.) และสมาชิก สพม. จากทั่วประเทศ ๗๗ จังหวัดๆ ละ ๕ คน รองผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป (สปร.) ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธานในพิธีเปิด

งานประกาศธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญครั้งนี้ใช้สัญลักษณ์สุ่มไก่หงายขึ้น ฟ้ารองรับธรรมนูญฉบับประชาชน มีความหมายว่า ที่ผ่านมาประชาชนถูกครอบงำ และกักขังหน่วงอิสรภาพมานานจากระบบการเมืองการปกครองแบบรวมศูนย์ การช่วงชิงทรัพยากรธรรมของท้องถิ่น จนทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก วันนี้จึงเป็นการปลดปล่อยอิสรภาพ เพื่อให้ประชาชนได้เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา งานพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมการเมืองการปกครอง อย่างรอบด้านตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

จึงได้มีการร่างธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ โดยพี่น้องมีส่วนร่วมกันจัดทำใช้เวลาดำเนินงานกว่า ๑ ปีจนถึงวันนี้จึงจัดให้มีการประกาศใช้ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ขึ้น และเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่ได้ประกาศใช้ เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่จังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย

นายวิรัตน์ สุขกุล แกนนำการจัดงานประกาศในเวทีให้ผู้มาร่วมได้รับทราบเจตนารมณ์งานวันนี้ ท่ามกลางเสียงปรบมือ และสะบัดธงตราสัญลักษณ์ของประชาชนฅนอำนาจเจริญที่มาร่วมงาน

ในงานหลังจากการเปิดพิธีอย่างเป็นทางการจากผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ แล้ว ได้มอบธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญแก่ตัวแทนตำบล ๖๓ ตำบลๆ ละ ๑ เล่ม และตัวแทนจาก สมาชิกสภาพัฒนาทางการเมือง (สพม.) ๗๗ จังหวัด เพื่อให้เป็นแบบอย่างในการนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง และนำไปสู่การขยายผลทั่วประเทศ จนสามารถสร้างรัฐธรรมนูญของประชาชนฅนไทยอย่างแท้จริงภายใน ๔ ปีนี้ให้ได้สำเร็จ

นอกจากนี้แล้ว แกนนำในการจัดงานนี้ นายวานิชย์ บุตรี ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดอำนาจเจริญได้กล่าวว่าทางเครือ ข่ายฯ ได้เสนอแนวทางแก่องค์กรภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนการดำเนินงานสร้างธรรมนูญประชาชนไปสู่จังหวัดการตนเองได้จริง อย่างทั่วประเทศ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานราชการ ในด้าน

๑.สนับสนุนให้เกิดเวทีกลางระดับจังหวัด หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ภาคีพัฒนาอื่น ๆ เพื่อออกแบบการขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ สู่การปฏิบัติ

๒. สนับสนุนทรัพยากร (คน ทุน อุปกรณ์) ในการดำเนินงานขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ในพื้นที่นำร่อง ๓๐ พื้นที่

๓. สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ในการขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญสู่การปฏิบัติ

ข้อเสนอต่อสภาพัฒนาการเมือง

๑. การถอดบทเรียนและการจัดการองค์ความรู้ในพื้นที่นำร่อง

๒. สนับสนุนการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้พื้นที่ขยายจังหวัดที่สนใจ

๓. พัฒนาองค์ความรู้ที่ได้จากพื้นที่ปฏิบัติการให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง

๔. สนับสนุนทรัพยากรให้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนและบริบทของพื้นที่

๕. สนับสนุนการจัดทำพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเอง ข้อเสนอต่อสำนักงานปฏิรูปนำบทเรียนจากพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ขยายผลสู่นโยบายสาธารณะ และข้อเสนอต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสนับสนุนกระบวนการดำเนินงานจังหวัด จัดการตนเองไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ให้ครบทุกจังหวัด

นอกจากนี้ นายวานิช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการผลักดันให้มีการนำธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญไปใช้ได้จริงอย่างเป็น รูปธรรม ประชาชนฅนอำนาจเจริญ ยังได้ประกาศร่วมกันอีกว่า จะมีการดำเนินงานผ่านกลไกสภากลาง ทั้งในระดับชุมชน ตำบล และจังหวัด ก็คือ กลไกระดับจังหวัด ออกแบบกระบวนการขับเคลื่อนทำระบบ การคัดเลือกพื้นที่รูปธรรมปฏิบัติการนำร่อง ให้เกิดสภากลาง และ ๑ ตำบล ๑ แผนพัฒนา อย่างน้อย ๓๐ พื้นที่ ทุกตำบลต้องนำธรรมนูญของตำบลตนเองไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ตามศักยภาพของพื้นที่ อย่างน้อย ร้อยละ ๒๐ ของธรรมนูญทั้งหมด มีทีมติดตาม หนุนเสริมทางวิชาการและกระบวนการอย่างต่อเนื่อง มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการ ประสบการณ์การทำงานเป็นระยะ มีระบบสื่อสารต่อสาธารณะและภาคีร่วมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

จังหวัด และ หรือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต้องสนับสนุนงบประมาณให้เป็นกองทุนกลางในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง

มท.ตื่นกระแสยุบผู้ว่าฯ จ่อเสวนายุบ-ไม่ยุบปกครองส่วนภูมิภาค

มหาดไทยจัดเสวนาหาข้อสรุปยุบผู้ว่าฯ-นายอำเภอ ตั้งแต่กลางปี ดึงเอ็นจีโอร่วมหาคำตอบด้วย

นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย จะจัดการเสวนาเทิดกระเกียรติกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรก 4 ภาค ในโอกาสครบรอบ 150 ปีวันประสูติ และครบ 50 ปี ที่ยูเนสโก้ยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก โดยประเด็นสำคัญก็คือ การปกครองส่วนภูมิภาค ที่มี ผู้ว่าราชการจังหวัดและ นายอำเภอ เป็นหัวหน้าส่วนราชการ ยังคงมีความสำคัญต่อโลกยุคปัจจุบันอยู่หรือไม่ เนื่องจากมีกระแสเรียกร้องจากภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมาก ที่เสนอให้ยุบการปกครองส่วนภูมิภาคลงไป และให้อำนาจเต็มกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ จะเชิญนักวิชาการที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยุบการปกครองส่วนภูมิภาค นักวิชาการที่ออกแนวกลาง ๆ รวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าร่วมเสวนาและแสดงความคิดเห็น โดยกระทรวงมหาดไทยจะเป็นฝ่ายสรุปความคิดเห็นทั้งหมด เพื่อนำไปพัฒนาระบบการปกครองต่อไป

“ความเห็นผมก็คือหากยุบการปกครองส่วนภูมิภาค ก็ต้องยุบกระทรวงมหาดไทยไปเลย แต่การปกครองทุกรูปแบบในโลก ต้องมีการปรับเข้ากับยุคสมัยอยู่แล้ว ซึ่งก็แน่นอนในอนาคต การปกครองส่วนท้องถิ่น จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับบทบาทของการปกครองส่วนภูมิภาค ภายใต้ผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน แต่เราต้องรับฟังความคิดเห็นร่วมกันว่า จุดกึ่งกลางจะอยู่ตรงไหน หรือจะให้ยุบการปกครองส่วนภูมิภาคไปเลย ซึ่งการจัดเวทีนี้ ถือเป็นโอกาสดี ที่จะนำเหตุผลของทุกฝ่ายมาหักล้างกัน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยเงียบมานาน จึงถึงเวลาแล้วที่จะรับฟังความคิดเห็นชองสังคมเสียที” นายประชากล่าว

ทั้งนี้การจัดเวทีเสวนาดังกล่าวจะเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเดือนมิ.ย. ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2555 ร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ ในการจัดงาน อาทิ นิทรรศการแสดงผลานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ การจัดสัมมนาทางวิชาการ โครงการประกวดคำประพันธ์เทิดพระเกียรติ และการจัดทำค่ายคุณธรรม


ข้อมูลจาก http://www.posttoday.com (02 มีนาคม 2555 เวลา 16:06 น.)

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

เวทีจัดทำยุทธศาสตร์ ๓ ปี และข้อเสนอการปรับปรุง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ๕ ภูมิภาค

สภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำยุุทธศาสตร์ ๓ ปี และข้อเสนอปรับปรุง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ๕ ภูมิภาค ระหว่างวันที่ ๘ - ๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ณ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ดอนเมือง กรุงเทพฯ

จากเวที ได้มีการทบทวนประการณ์ ของภาคประชาชนย้อนไปกว่า ๓๐ ปี ก่อนมี พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน ซึ่งมองว่าในอดีตนั้น องค์กรชุมชน เป็นองค์กรชุมชนที่สนับสนุนจัดตั้งโดยรัฐ และคิดว่าชาวบ้านมีปัญหา จึงส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม ทำให้กลุ่มต่าง ๆ ขาดอิสระในการบริหาร และไม่ได้มีกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาวิเคราะห์ชุมชนร่วมกันของคนในชุมชนอย่างแท้จริง และกลุ่มต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นมา นั้น ยังขาดสถานะเป็นที่ยอมรับ

ต่อมาจึงมีแกนนำทั้ง ๗ ภาค (สมัยนั้นแบ่งการบริหารเป็น ๗ ภาค) ในนามสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศ
ไทย (สอท.) เป็นองค์กรจัดตั้งของประชาชน เพื่อวางแผนการพัฒนาค้นหาความอิสระ และมีสถานะทางกฎหมาย จึงมีกระบวนการผลักดัน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ขึ้น และเริ่มขับเคลื่อนยกร่าง พ.ร.บ. ช่วงประมาณ เดือนกุมภาพันธุ์ ๒๕๕๐ เป็นต้นมา ซึ่งมีการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และให้คำชี้แจงแก่สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย ว่า "ซ้ำซ้อนและแตกแยก" "สิ้นเปลืองงบประมาณ" "ทำลายพัฒนาการของชุมชน"

สาระเนื้อ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฉบับร่าง ที่ถูกคัดค้านนั้น ประกอบด้วย ม. ๑๘ มีอำนาจและหน้าที่ ม.๒๔ ทำแผนให้ อปท.และจังหวัดนำไปปฏิบัติ ม.๒๙ สภาองค์กรชุมชนแห่งชาติ ทำแผน เสนอ ครม. กระทรวงไปประกอบจัดทำนโยบายแผนปฏิบัติการ (มาตรานี้ ยังมีอยู่ใน พ.ร.บ. ในฉบับปัจจุบัน) หลังจากนั้น สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย จึงยอมปรับร่าง พ.ร.บ. ด้งกล่าว เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ต่อมาจึงได้เสนอต่อ สนช. สื่อมวลชนให้ความสนใจมากขึ้น ๓๐๐ นักวิชาการประกาศหนุน ปลายเดือนกันยายน ๒๕๕๐ ผ่านวาระแรก ๖๓ ต่อ ๐ ต่อมามีการประชุมคณะกรรมการธิการ ๑๑ ครั้ง และ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ ผ่านวาระ ๒-๓ อย่างเป็นเอกฉันท์ ๘๓ ต่อ ๐ ในขณะที่ในซีกของรัฐบาล พยายามร่างเป็นระเบียบสำนักนายกแต่ไม่ได้ดำเนินการอะไร และวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ประกาศในราชกิจกานุเบกษาในที่สุด


รับรู้อุดมการณ์สภาองค์กรชุมชนแล้ว : ก็เริ่มจดแจ้งชุมชน และจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล และจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนต่อกำนัน ซึ่งเป้าหมายนอกจากมีรูปแบบแล้ว ต้องมีอุดมการณ์ทำงานได้ด้วย โดยกำหนดให้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พอช. มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งสภาฯ รวบรวมข้อมูลพัฒนางานสภาฯ ประสานความร่วมมือกับส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน จัดทำทะเบียนกลางเกี่ยวกับสภาฯ ติดตามประเมินผลและหน้าที่อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมระดับชาติ หรือรัฐมนตรีมอบหมาย

เป้าหมาย : สภาองค์กรชุมชน คือฐานประชาธิปไตยที่ภาคประชาชนมีบทบาท สำคัญในการวางแผนพัฒนาประเทศ

สภาองค์กรชุมชนตำบล เข้มแข็ง : มีแกนนำที่เข้าใจปัญหา และแนวคิดสภาองค์กรชุมชน มีทุนในชุมชน มีความร่วมมือ และพัฒนาแนวคิดและอุดมการณ์ร่วมกัน จัดบทบาทหน้าที่ภายในที่เหมาะสม หลังจากนั้นจึงได้แบ่งกลุ่มย่อยรายภาคเพื่อให้เกิดกระบวนระดมความเห็นให้แหลมคมและหลากหลาย

อ.ปริชาติ วลัยเสถียร ม.จุฬา แนะให้สภาองค์กรชุมชนค้นหาภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ เน้นการสร้างการกระบวนการมีส่วนร่วม รวมถึงการความสัมพันธ์ระดับพื้นที่และงานเชิงประเด็น และการพัฒนาแกนนำโดยเฉพาะเรื่องวิธีคิด เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. และการบริหารจัดการที่ดี ก็เป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนตำบลอย่างมีประสิทธิภาพ ในเวทีได้พึ่งเติมว่าหากสภาองค์กรชุมชนต่อไป ต้องเน้นเรื่องกระบวนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในรุ่นต่อไป




วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สภาฮักเจียงฮาย : จุมนุมเก๊าผญาเจียงฮาย


ครือข่ายสภาฮักเจียงฮาย ได้จัดเวทีสัญจร ที่ โรงเรียนวิรุณบริหารธุรกิจ เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ได้อู้จากันเรื่อง "เก๊าผญา ภูมิปัญญา" ทุนชุมชนของคนเชียงราย สู่การก้าวย่างไปสู่จังหวัดจัดการตนเอง หนึ่งในสามจังหวัดภาคเหนือ ที่กล้าประกาศตนเองที่จะลุกขึ้นมาจัดการตนเองและพึ่งตนเองให้จงได้



ทำไมท้องถิ่นจังหวัดเชียงรายต้องจัดการตนเอง

ความสำคัญ
๑) เชียงรายเป็นศูนย์กลางวัติศาสตร์/วัฒนธรรมล้านนาและต้นกำเนิดภาษาไทย
๒) เป็นเมืองชายแดนติดกับพม่า ลาวและมีแม่น้ำโยง สายน้ำนานาชาติอันดับ๑ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๓) เป็นประตู/พื้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจการค้าและการท่องเที่ยอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
๔) เชียงรายมีทรัพยากรธรรมชาติสวยงาม น้ำ ป่า ดินดี ชีวภาพอุดมสมบูรณ์
๕) เชียงรายประชากรกว่า ๑.๒ ล้านคน หลากหลายชนเผ่า และชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
๖) เชียงรายมีสถาบันอุดมศึกษามากกว่า ๗ แห่ง
๗) เชียงรายเป็นท้องถิ่นจังหวัดที่มีกลุ่ม/องค์กรชุมชนเข้มแข็ง/และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนสังคมกว้างขวาง

เหตุผล

๑. โครงสร้างการบริหารจัดการปัจจุบัน(กลไกราชการส่วนภูมิภาคและการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจและงบประมาณส่วนใหญ่ไว้ที่ส่วนกลาง)ไม่เท่าทันปัญหาของท้องถิ่นจังหวัดเชียงรายและสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง

๑.๑ ปัญหาเศรษฐกิจ /ชายแดน/เกษตรกรรม/อุตสาหกรรม

๑.๒ ปัญหาสังคม/เด็ก/สตรี/คนพิการ/คนชรา/ยาเสพติด

๑.๓ ปัญหาการศึกษา/วัฒนธรรม/ประเพณี

๑.๔ ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ/สิ่งแวดล้อม/ขยะ/ผังเมือง

๑.๕ ปัญหาคนจน/ ชนเผ่า

๒. เชียงรายดูแลประตูสู่อาเซียน/เป็นเมืองหน้าด่านรองรับปัญหาและการขับเคลื่อนนโยบายสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘

๓. เชียงรายมีต้นทุน/พื้นที่ต้นแบบของการจัดการตนเองมากมาย

๓.๑ ด้านการศึกษาเพื่อเด็กและชุมชน

๓.๒ ด้านการจัดการป่า ที่ดิน แม่น้ำโดยชุมชน

๓.๓ ด้านการจัดการสุขภาพ/สุขภาวะโดยชุมชน

๓.๔ ด้านการพัฒนา/การจัดการชุมชนที่ยั่งยืนโดยชุมชน

๓.๕ ด้านการจัดการปัญหาหนี้สิน/สวัสดิการโดยชุมชน

๓.๖ ด้านการจัดการความมั่นคงทางอาหาร/เกษตรยั่งยืน

๓.๗ ด้านการจัดการที่อยู่อาศัย/คนจนเมือง

๓.๘ ด้านธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

๓.๙ ด้านการบริหารจัดการองค์กร/เครือข่าย/อบต./เทศบาล

ท้องถิ่นเชียงรายจะจัดการตนเองได้อย่างไร?

๑. มีอำนาจและมีทุนในการจัดการตนเอง

๒. มีความมั่นใจ เปิดเผย ชัดเจนว่าทำได้ เพราะ

- ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ(พ.ศ.2550)

- ไม่ผิดกฎหมาย

- สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย

- มีตัวอย่างที่ดีจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญีปุ่น เกาหลีใต้ กลุ่มประเทศยุโรป ฯลฯ

๒. มีเข้าใจชัดเจนในความแตกต่างของคำว่าจัดการตนเองภายใต้ โครงสร้างบริหารเก่า และโครงสร้างบริหารใหม่ที่เหมาะสมกว่า

๓. มีธรรมนูญประชาชนของคนจังหวัดเชียงรายจัดการตนเอง”

ธรรมนูญประชาชนจังหวัดเชียงรายจัดการตนเองคืออะไร?

ธรรมนูญจังหวัดเชียงราย คือ ฉันทามติอันเป็นหลักการ/แนวทาง/ระเบียบข้อปฏิบัติที่เห็นพ้องร่วมกันของประชาชนที่เกี่ยวข้องในสังคมจังหวัดเชียงรายที่จะยึดถือและขับเคลื่อนปฏิบัติโดยตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่สอดคล้องกับธรรมนูญแห่งรัฐ และกฎหมายไทยทุกประการ

จากการแลกเปลี่ยนร่วมกันเบื้องต้น ก็พบว่า จริง ๆ แล้วจังหวัดเชียงรายมีศักยภาพในการบริหารจัดการจังหวัดตนเองได้หรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่คนเชียงรายทุกคน ที่เข้าร่วมสร้างสรรค์สังคมเชียงรายให้น่าอยู่ต่อไป ท่ามกลางกระแสการพัฒนาประชาคมอาเซี่ยน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ใกล้จะมาถึงนี้